เวบบอร์ด - ชุดนอนคนอ้วน ดอท คอม แฟชั่น เสื้อผ้า ความสวยความงาม

บทความน่ารู้ => โรคภัยไข้เจ็บ => ข้อความที่เริ่มโดย: Jay ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 05:54:06 am



หัวข้อ: รักษาต้อกระจกด้วย เฟมโตเซ็คคันด์เลเซอร์
เริ่มหัวข้อโดย: Jay ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 05:54:06 am
(http://upic.me/i/ga/torkrajok.jpg) (http://upic.me/show/44594609)

คนเราเมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มเกิดอาการเสื่อมขึ้นตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ที่สมองก็เกิดสมองเสื่อม ที่หูก็หูตึง หากเกิดที่ตาโดยเฉพาะเลนส์แก้วตาเรียก “ต้อกระจก” ซึ่งต้อกระจกเกิดจากเลนส์แก้วตามีการขุ่นมัวทำให้มองไม่ชัด อ่านหนังสือไม่ชัด อาการจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือบางรายอาจถึงขั้นตาบอด อย่างไรก็ตาม หากเรารู้จักสังเกตและรีบไปรักษา ซึ่งล่าสุดมี “นวัตกรรมการผ่าตัดรักษาโรคต้อกระจกมิติใหม่” ที่ให้ผลแม่นยำมีคุณภาพสูงเกิดขึ้น ก็จะช่วยให้เรารอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยนี้ได้
   
นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า โรคตาต้อกระจกเกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา ทำให้แสงผ่านไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง ส่งผลต่อการมองเห็นคุกคามต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ จากการสำรวจปี 2550 พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคต้อกระจกจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้มีคนตาบอดและสายตาเลือนรางประมาณ 184,500 คน โรคต้อกระจกสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อุบัติเหตุต่อลูกตา โรคทางกาย อาทิ โรคเบาหวาน การอักเสบเรื้อรังของตา การใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานหรือภาวะสูงอายุซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
   
สำหรับการรักษาโรคต้อกระจกย้อนไปในสมัยเมื่อ 30 ปีก่อน มีการผ่าตัดเอาส่วนที่เป็นเลนส์ออกเหลือส่วนที่เป็นถุงหุ้มเลนส์เอาไว้ แต่ว่าจะต้องเปิดแผลที่ขอบของตาดำกว้างประมาณ 11 มิลลิเมตร ต่อมาจะมีวิธีการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวด์ เครื่องตัวนี้จะเป็นหัวที่จะปั่น เมื่อไปโดนเลนส์จะกลายเป็นฝุ่นและดูดออก จากขนาดแผลกว้าง 11 มิลลิเมตรจะเหลือแค่ 3 มิลลิเมตรหรือต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ว่ากระบวนการทั้งหมดต้องทำด้วยมือ ตั้งแต่การฉีกถุงหุ้มเลนส์ให้เป็นวงกลม การนำเครื่องมือแบ่งเลนส์ให้เป็นชิ้นเหมือนตัดเค้ก และการนำหัวอัลตราซาวด์เข้าไปสลายดูดเลนส์ออก ซึ่งวิธีนี้มีการทำกันมา 10-20 ปีแล้ว
   
ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วได้มีการนำเครื่อง “เฟมโตเซ็คคันด์เลเซอร์” (Femtosecond Laser) เข้ามาใช้ทำในกระบวนการฉีกเปิดถุงหุ้มเลนส์ให้เป็นวงกลม แบ่งเลนส์ รวมทั้งเปิดแผลด้วย ซึ่งเกือบทุกกระบวนการทำด้วยเลเซอร์หมด เหลือในส่วนที่ดูดชิ้นของเลนส์ออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีเฟมโตเซ็คคันด์เลเซอร์ที่ใช้ในการผ่าตัดไม่ต้องใช้ใบมีดมีความแม่นยำและปลอดภัยสูง สามารถเปิดถุงหุ้มเลนส์ให้มีขนาดตามต้องการ และตัดแบ่งเลนส์ต้อกระจกให้เป็นชิ้นเล็กลงจากนั้นใช้เครื่องสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวด์ที่มีขนาดเท่าปลายปากกาดูดเอาเลนส์ออกก่อนเปลี่ยนแก้วตาเทียมแทน
   
การผ่าตัดสลายต้อ กระจกด้วยวิธีเฟมโตเซ็คคันด์เลเซอร์ มีขนาดของแผลเท่ากันกับการทำด้วยวิธีอัลตราซาวด์ แต่ว่าการที่ทำด้วยเลเซอร์แผลจะมีความเรียบกว่า เพราะปกติเราจะเห็นว่าการใช้ใบมีดแทงลงไปให้เกิดแผลที่ตาดำเหมือนว่าจะเรียบเพราะว่ามีดคมมาก แต่ถ้าไปส่องกล้องขยายดูจะเห็นว่ามีความไม่เรียบมาก ต่างจากการใช้เลเซอร์ยิงเพื่อทำให้เกิดแผลจะได้แผลที่เรียบ ฉะนั้นแผลที่เรียบโอกาสที่แผลจะรั่วก็น้อย ความแข็งแรงจะดีกว่า ถึงแม้ขนาดแผลจะเท่ากัน ซึ่งแผลที่ทำด้วยเลเซอร์จะมีการซิลที่ดีกว่า โอกาสที่จะเกิดสายตาเอียงหลังผ่าตัดจะน้อยกว่า นอกจากนี้ไม่มีความต่างกันมากนัก แต่ถ้าเทียบกันกับวิธีผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยเลเซอร์จะดีขึ้นมาจากวิธีผ่าตัดสลายต้อเดิมอีกประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์
   
ส่วนเลนส์แก้วตาเทียมทำจากสารประเภทพลาสติกหรือซิลิโคน มีประวัติการใช้เลนส์แก้วตาเทียมมา 30 ปีแล้ว ส่วนชนิดพับได้ใช้มาประมาณ 20 ปีแล้ว ฉะนั้นเลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่เข้าไปจะสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต นอกจากนี้จะไม่สามารถกลับมาเป็นต้อกระจกได้อีก เพราะต้อกระจกคือเลนส์ที่สลายไปแล้วจึงไม่สามารถกลับมาเป็นอีก แต่สิ่งที่เหลือเอาไว้เพื่อใส่เลนส์แก้วตาเทียมอาจจะมีการขุ่นขึ้นภายหลังผ่าตัด 3-5 ปี จึงมีอาการตามัวลงอีกเล็กน้อย ซึ่งสามารถให้การรักษาด้วยเลเซอร์อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า แย็กเลเซอร์ เข้าไปยิงเจาะถุงหุ้มเลนส์ที่เป็นฝ้าให้มันทะลุไป คนไข้ก็จะกลับมามองเห็นได้อีกและจะไม่เกิดฝ้าขึ้นอีก
   
อาการแรกของต้อกระ จก คือมีอาการตามัวบางคนไม่ใส่ใจเพราะอยู่กับการมองเห็นแบบนั้นมาหลายปีทำให้คุ้นเคย แต่ส่วนใหญ่ไม่นึกว่าตัวเองเป็นตามัว เราจึงพยายามให้ข้อ มูลและการศึกษากับประชาชนทั่วไปว่าควรมาตรวจตาเป็นระยะไม่ต้องรอให้มีอาการอะไร โดยเฉพาะกลุ่มที่สำคัญ ๆ เช่น กลุ่มผู้ที่มีอายุ 40 ปี อย่างน้อยต้องตรวจ 1 ครั้งเพื่อดูว่ามีต้อหินหรือไม่ ส่วนต้อกระจกอาจจะยังไม่ค่อยมีหรือเริ่มเห็นมีบ้าง และควรมาตรวจอีกครั้งช่วงอายุประมาณ 55-60 ปี เพื่อดูทั้งต้อหินและต้อกระจก และหลังจากนั้นหมอจะนัด 3 ปี มาตรวจ 1 ครั้ง เพื่อเฝ้าดูอาการจนถึงจุดที่ควรผ่าตัด
   
ทั้งนี้ต้องดูก่อนว่าใครไม่ควรใช้วิธีผ่าตัดแบบใหม่ ได้แก่ กลุ่มคนไข้ที่มีแผลเป็นที่กระจกตา คือกระจกตาดำไม่ใสขุ่นขาว กลุ่มที่รูม่านตาแคบ ทำให้เราไม่สามารถเอาเลเซอร์ไปยิงเปิดฉีกถุงหุ้มเลนส์แบ่งเลนส์ได้สะดวก และกลุ่มมีต้อหินที่เกิดจากต้อกระจกสุกมากจนเป็นต้อหินแล้ว เพราะจะมีเศษของเลนส์ที่ฟุ้งมาอยู่ในลูกตาที่เลเซอร์ไม่สามารถยิงทะลุผ่านไปได้ สุดท้ายกลุ่มคนที่ตาเล็กมากจึงต้องไปใช้แบบอัลตราซาวด์ ส่วนผู้ที่สามารถใช้ได้ก็อยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเลือกใช้วิธีใดเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด
   
ดังนั้นหากใครเริ่มมีอาการตามัวประกอบกับอายุที่มากขึ้นด้วยอย่านิ่งนอนใจ หมั่นไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาต้อกระจกและรับการรักษา เพราะหากปล่อยเอาไว้จนไม่สามารถมองเห็นได้แล้วค่อยมารักษาอาจจะต้องตาบอดไปตลอดชีวิต


ที่มา
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2556
รูปภาพจาก denaeyewear.com