เวบบอร์ด - ชุดนอนคนอ้วน ดอท คอม แฟชั่น เสื้อผ้า ความสวยความงาม

บทความน่ารู้ => เคล็ดลับสุขภาพ => ข้อความที่เริ่มโดย: Jay ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 06:00:53 am



หัวข้อ: นอนให้เป็น เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า
เริ่มหัวข้อโดย: Jay ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 06:00:53 am
(http://upic.me/i/m5/sleeping.jpg) (http://upic.me/show/44594633)

การนอนหลับทำให้ร่างกายพักฟื้นจากการเหนื่อยล้าอันเกิดจากการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน หากเรานอนหลับเป็นปกติสุขก็จะมีสุขภาพที่ดี แต่ในทางตรงกันข้ามหากใครที่มีปัญหาการนอน ไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับหรือง่วงนอนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันได้
   
ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การนอนหลับเป็นสิ่งพิเศษที่ธรรมชาติสร้างมาให้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด การทำงานของร่างกายหลายระบบจะเป็นไปได้ด้วยดีหรือเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงการนอนหลับ เช่น ระบบบันทึกความทรงจำระยะยาวของมนุษย์ที่เกิดที่สมองเรียกว่า “ฮิปโปแคมพัส” นอกจากนี้ยังพบว่าระบบฮอร์โมนของร่างกายหลายชนิดมีการหลั่งฮอร์โมนออกมามากในช่วงกลางคืน เช่น ฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโต และฮอร์โมนเมลาโทนิน ช่วยควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น
   
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าความรู้สึกง่วงนอนเกิดขึ้นจากกลไกหลัก 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ Cricadian rhythm หมายถึง นาฬิกาชีวิตของร่างกายมนุษย์ เกิดขึ้นเป็นวงจรรอบละ 24 ชั่วโมงกับเศษอีกเล็กน้อย นาฬิกาจะทำงานตลอดเวลาแม้ว่าคนนั้นจะไม่สามารถรับรู้วันเวลาหรือกลางวันกลางคืนในขณะนั้นได้ คนเหล่านั้นก็ยังมีความรู้สึกง่วง การทำงานของระบบนาฬิกาชีวิตนี้จึงช่วยให้มนุษย์เกิดความรู้สึกง่วงนอนในตอนกลางคืนและตื่นนอนในตอนเช้า ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนได้จากปัจจัยภายนอก เช่น อยากดูฟุตบอลต่างประเทศในตอนกลางคืนหรือไปเที่ยวยามค่ำคืนความง่วงก็จะหายไป และระบบ Homeostasis หรือแรงจากภาวะสมดุลของร่างกายทำให้เกิดความง่วง เช่น หากวันไหนทำกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าปกติจะรู้สึกง่วงนอนเร็วและมากกว่าปกติ ตรงกันข้ามหากงีบหลับตอนกลางวันจะทำให้ไม่รู้สึกง่วงตอนกลางคืน
   
ปัญหาการนอนไม่หลับมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “ภาวะอินซอมเนีย” พบมากในกลุ่มคนวัยผู้ใหญ่และสูงอายุทั้งในคนปกติและผู้ป่วย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว มีสาเหตุกระตุ้นแน่ชัดและเมื่อกำจัดสิ่งกระตุ้นแล้วก็สามารถนอนหลับได้ตามปกติ แต่หากอาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่องเป็นเวลานานเรื้อรัง จึงควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษา โดย แนวทางการรักษามี 2 วิธีคือ

1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา เป็นการรักษาหลักที่สำคัญ ได้แก่ การปรับสุขอนามัยการนอนที่ดี คือปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอน นำหลักของการเหนี่ยวนำให้เกิดอาการง่วงตามธรรมชาติมาใช้ เช่น การออกกำลังกายพอเหมาะในช่วงเย็นเพื่อให้เหนื่อยเพลีย งดการงีบกลางวัน ช่วงเย็นหรือใกล้ค่ำงดอาหารมื้อใหญ่ งดกิจกรรมที่กระตุ้นการตื่นตัว เช่น ดูหนังสยองขวัญก่อนเข้านอน เป็นการเพิ่มแรงผลักดันของระบบ Homeostasis มากขึ้น การเข้านอนเป็นเวลา ปิดไฟในห้องนอนให้มืดสนิท ไม่ควรใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกม เพื่อช่วยให้ระบบ Cricadian rhythm ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
   
2. การรักษาด้วยการใช้ยา เรียกว่า ยานอนหลับ ซึ่งยานอนหลับมีหลายชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงแตกต่างกันออกไป กลุ่มแรกที่นิยมใช้เพื่อให้เกิดการง่วง ได้แก่ ยาลดน้ำมูกในกลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน ผลข้างเคียงคือ ทำให้ง่วง ส่วนยานอนหลับที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อสมอง คือกลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยคลายกังวล หยุดอาการชัก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้อีกด้วย แต่กลุ่มยานี้มีผลข้างเคียงมาก ทำให้มีอาการสะลึมสะลือในตอนเช้า ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ หากใช้เป็นเวลานานจะทำให้ติดยา สมองดื้อยา ดังนั้นการรักษาด้วยยานอนหลับจึงควรเลือกใช้ในรายที่จำเป็นเท่านั้น
   
เมื่อทราบแบบนี้แล้วใครที่เริ่มมีภาวะนอนไม่หลับลองปรับเปลี่ยนสุขอนามัยการนอนแบบไม่ใช้ยาดูก่อน เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าการใช้ยารักษาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย ที่สำคัญต้องรู้จักผ่อนคลายความเครียดกันด้วย จะได้นอนหลับอย่างสบาย


ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2556
รูปภาพจาก medicmagic.net